ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ของสหรัฐจะเยือนอังกฤษในฐานะประมุขของรัฐในสัปดาห์หน้า โดยจะเข้าเฝ้าสมเด็จพระราชินีนาถเอลิซาเบธที่ 2 และพบกับนายกรัฐมนตรีเทเรซา เมย์ก่อนที่เธอจะลาออกจากตำแหน่งหัวหน้าพรรคอนุรักษ์นิยมในวันที่ 7 มิถุนายน

ประธานาธิบดีทรัมป์เยือนอังกฤษครั้งหลังสุดเมื่อเดือนกรกฎาคมปีก่อน ครั้งนั้นมีคนออกมาประท้วงมากมาย และได้ร่วมงานเลี้ยงพระสุธารสชากับสมเด็จพระราชินีที่พระราชวังวินด์เซอร์ ส่วนครั้งนี้เขาจะเยือนสามวันในฐานะประมุขของรัฐ เริ่มตั้งแต่พิธีต้อนรับที่พระราชวังบักกิงแฮมในวันจันทร์ ร่วมพระกระยาอาหารเที่ยงกับสมเด็จพระราชินี และเป็นแขกงานเลี้ยงมื้อค่ำในฐานะประมุขของรัฐที่อังกฤษเคยจัดให้อดีตประธานาธิบดีจอร์จ ดับเบิลยู บุชและบารัค โอบามา เมื่อครั้งมาเยือนในฐานะประมุขของรัฐเช่นเดียวกัน อย่างไรก็ดี นายเจเรมี คอร์บิน หัวหน้าพรรคแรงงานที่เป็นฝ่ายค้านอังกฤษประกาศแล้วว่า จะไม่เข้าร่วมงานเลี้ยงมื้อค่ำดังกล่าว เพราะไม่ใช่เวลาที่อังกฤษจะปูพรมแดงต้อนรับประธานาธิบดีที่ฉีกสนธิสัญญาระหว่างประเทศ สนับสนุนการไม่ยอมรับเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ใช้ถ้อยคำเหยียดผิวและเหยียดเพศ

ส่วนในวันอังคารประธานาธิบดีทรัมป์จะเข้าพบนายกรัฐมนตรีเมย์ ซึ่งเป็นผู้นำต่างชาติคนแรกที่เดินทางไปแสดงความยินดีกับเขาที่ทำเนียบขาวหลังชนะเลือกตั้งปี 2559 แต่ความสัมพันธ์ของผู้นำทั้งสองไม่แน่นแฟ้นเหมือนผู้นำยุคก่อน เพราะมีความเห็นต่างกันในหลายเรื่อง ที่สำคัญคือเรื่องข้อตกลงนิวเคลียร์ปี 2558 ที่อังกฤษและมหาอำนาจร่วมลงนามกับอิหร่าน แต่ทรัมป์ถอนสหรัฐออกมาเมื่อปีก่อน ประธานาธิบดีทรัมป์กล่าวก่อนการเดินทางอ้างว่าสนิทสนมกับนายบอริส จอห์นสัน อดีตรัฐมนตรีต่างประเทศอังกฤษที่สนับสนุนการแยกสหราชอาณาจักรออกจากสหภาพยุโรป หรือเบร็กซิท และเป็นตัวเต็งในบรรดาลูกพรรคอนุรักษ์นิยมที่ประกาศตัวชิงตำแหน่งหัวหน้าพรรค ผู้ชนะจะได้เป็นนายกรัฐมนตรีโดยอัตโนมัติ ทรัมป์สำทับในการให้สัมภาษณ์หนังสือพิมพ์เดอะซันของอังกฤษเมื่อวันศุกร์ว่า นายจอห์นสันน่าจะเป็นนายกรัฐมนตรีที่ยอดเยี่ยม

หลังเสร็จสิ้นการเยือนอังกฤษผู้นำสหรัฐและนางเมลาเนีย ทรัมป์ ภริยา จะแวะเยือนไอร์แลนด์ก่อนมุ่งหน้าไปฝรั่งเศสในวันที่ 6 มิถุนายนเพื่อร่วมพิธีรำลึกครบรอบ 75 ปี วันยกพลขึ้นบกที่หาดนอร์มังดี หรือวันดีเดย์ (D-Day)